วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

เปลี่ยนภาพถ่ายให้เป็นภาพวาดสีน้ำ

ในบทความนี้เราจะมาใช้เทคนิค Photoshop มาเปลี่ยนภาพธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นภาพแนวศิลป์ แบบภาพวาดสีน้ำ ที่ดูดีไปอีกแบบ วิธีการทำ Workshop นี้ก็ไม่ยุ่งยากมากนัก ใครสนใจก็เข้ามาดูกันเลยค่ะ

เรามาทำ Workshop Photoshop นี้ ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ เริ่มแรกก็เข้าโปรแกรม Photoshop จากนั้นก็เลือกภาพที่เราต้องการเข้ามาค่ะ แล้วมาลงมือทำกันเลย

ขั้นตอนที่ 1 หลังจากนำภาพเข้ามาแล้วให้ ทำการ Duplicate Layer : Background โดยใช้คีย์ลัด กดปุ่ม Ctrl+J จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อ Layer เป็น blur ตามภาพที่ ตำแหน่งที่ 1

จากนั้นให้คลิกที่ Layer : blur และใช้คำสั่ง Filter ---> Blur ---> Smart Blur แล้วกำหนดค่า Radius = 10, Threshold = 30 ซึ่งจะทำให้ได้ภาพตามภาพตำแหน่งที่ 1

ขั้นตอนที่ 2 ให้ทำการ Duplicate Layer : Background อีกครั้ง จากนั้นกำหนดให้อยู่ข้างบน Layer : blur และให้ตั้งชื่อ Layer ใหม่นี้ว่า Outlines จากนั้นใช้คำสั่ง Filter > Stylize > Glowing Edges แล้วปรับค่า Edge Width = 1, Edge Brightness = 12 และ Smoothness = 15 จะได้ภาพที่มีลักษณะเป็นสีดำ และมีลายเส้นของภาพ

จริง ๆ แล้วในการกำหนดขั้นตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าตามนี้ก็ได้ แต่ให้สังเกตค่าที่เราใช้ ว่าเมือใช้แล้วยังมีลายเส้นของภาพอยู่หรือไม่ ซึ่งไม่ต้องเป็นลายเส้นที่หนา หรือชัดเจนมากนัก แต่ขอแค่ให้มีลายเส้นของภาพ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อได้ภาพลายเส้นสีดำแล้้ว ให้ใช้คำสั่ง Image ---> Adjustments ---> Invert เพื่อทำการกลับสีของภาพให้เป็นตรงกันข้าม จากนั้นให้ใช้คำสั่ง Image ---> Adjustments ---> Desaturate เพื่อทำให้ภาพกลายเป็นสี ขาว ดำ จากนั้นปรับค่าของ Layer : Outlines ให้เป็น Multiply และลดค่าความทึบของภาพ โดยกำหนดค่า Opacity = 80 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ของขั้นตอนนี้ตามภาพที่ 4

ขั้นตอนที่ 4 ให้ทำการ Duplicate Layer : blur แล้วตั้งชื่อว่า Painting โดยให้ Layer : Painting อยู่บน Layer : blur จากนั้นให้คลิกที่ Layer : Painting แล้วใช้คำสั่ง Image ---> Adjustments ---> Invert แล้วกำหนดค่าของ Layer ให้เป็น Color Dodge ตามภาพตำแหน่งที่ 4

ขั้นตอนที่ 5 ให้ทำการเลือก Brush ที่มีหัว Brush ในลักษณะไม่เรียบ ขั้นตอนนี้ให้คลิกเลือก Brush จากบริเวณ Option Bar ด้านบน แล้วคลิกที่บริเวณที่เป็นลูกศร ด้านขวาบน แล้วเลือกเป็น Brush ประเภท Dry Brush และกำหนดค่า Opacity = 10% ตามภาพที่ตำแหน่งที่ 5

ใครที่รู้สึกว่างง ตามไม่ทัน ให้ไปดูวิธีการเลือกหัว Brush และการปรับค่า Brush จากบทความชื่อ การทำข้อความแบบมีเวทมนต์ ซึ่งจะอยู่ในขั้นตอนที่ 6

ถ้าหากไม่มี Brush ประเภท Dry Brush ก็ลองเลือกตัวประเภทอื่น ๆ ก็ได้ค่ะ อย่างประเภท Dry Media Brushes เว็บมาสเตอร์ก็ใช้ประเภทนี้เหมือนกัน

เมื่อเราเลือก Brush และกำหนดค่า Brush เรียบร้อยแล้วให้กำหนดค่าสี foreground เป็น #000000 (สีดำ) จากนั้นใช้ Brush ลากลงบน Layer : Painting ให้ทั่ว (ควรระบายไล่ไปจากมุ่มขวาบน เหมือนเราระบายสีรูป) ในส่วนไหนที่เราจะเน้นเป็นพิเศษ ก็ให้เราระบายซัก 2 -3 รอบ (ระบายให้ทั่ว 1 รอบก่อน แล้วค่อยมาเก็บรายละเอียด เราอาจเลือกใช้ Brush ธรรมดา เส้นเล็ก ๆ เพื่อมาเก็บลายละเอียดเส้นอีกทีก็ได้)

เมื่อระบายจนทั่วแล้ว เราก็จะได้ผลลัพธ์ตามภาพสุดท้าย เป็นไงค่ะ ดูป็นภาพสีน้ำบ้างรึปล่าวค่ะ ลองเอาเทคนิค Work Shop Photoshop นี้ไปใช้ดูนะค่ะ ... บทความนี้ Webmaster ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้

เทคนิคทำภาพแนว LOMO อย่างง่าย ๆ

ในบทความนี้ Webmaster นำเทคนิค Photoshop เกี่ยวกับการทำภาพ LOMO อย่างง่าย ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ทุก ๆ คนค่ะ ลองทำดูค่ะ ไม่ยากค่ะ มีขั้นตอนการทำไม่กี่ขั้นตอนเท่าขั้น

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับภาพแนวโลโมกันก่อนน่ะค่ะ สำหรับเจ้าภาพแนวโลโมนั้น เดิมที่เป็นภาพที่ได้จากการถ่ายภาพด้วยกล้อง LOMO กล่องสันชาติรัสเซีย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ออกแบบกล้องชนิดนี้ขึ้นมา เพื่อใช้ในงานหน่ายสายลับ โดย LOMO ย่อมาจาก Leningrad Optical Machinery Organization ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลิตเลนส์เพื่อใช้ในโครงการอวกาศของกิจการกอง ทัพและผลิตเลนส์ที่ใช้ในกล้องโทรทัศน์ .... อ่านต่อที่นี่

เริ่มต้นสร้างภาพแนวโลโม

ขั้นตอนที่ 1 เปิดภาพที่คุณต้องการทำภาพแนว LOMO จากตัวอยากต้นฉบับภาพที่จะนำมาใช้ตามรูปที่ 1 จากนั้นให้คุณใช้คำสั่ง Image ---> Adjusments --->Curves ... ปรับค่าให้ได้ตามภาพตำแหน่งที่ 1

ขั้นตอนที่ 2 ให้ใช้คำสั่ง Image ---> Adjusments --->Color Balance ครั้งแรก ปรับค่าต่าง ๆ ตามภาพตำแหน่งที่ 2 จากนั้นใช้คำสั่ง Color Balance อีกครั้งและปรับค่าต่าง ๆ ตามภาพตำแหน่งที่ 3

ขั้นตอนที่ 3 ใช้คำสั่ง Layyer ---> New Fill Layer --->Gredient จะปรากฏภาพดังตำแหน่งที่ 4 ให้ทำการปรับค่าต่าง ๆ ให้ได้ตามภาพที่ตำแหน่งที่ 4 จากนั้นให้คลิกที่แถบสี Gredient แล้วปรับค่าต่าง ๆ ตามภาพตำแหน่งที่ 5
เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพแนว LOMO อย่างง่าย ๆ แล้วค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ได้ตามภาพสุดท้ายค่ะ ภาพดูจะมีสีสันมากขึ้น ดูดึงดูดสายตาได้ดีกว่าภาพต้นฉบับ สีสันดูแปลกตา... สำหรับบทความนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้

การทำภาพ Animation (ตอนที่ 3)

บทความนี้เป็นการทำภาพ Animation อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้หลักการในการเลื่อนภาพ (Move) จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง แล้วก็ทำได้ไม่ยากค่ะ ลองเข้ามาดูกันได้ที่นี่

ช่วงนี้สำหรับคนทำเว็บไซต์แล้วก็มีขึ้น Event ลอยกระทง วันก่อน Webmaster ก็ได้รับมอบหมายงาน (จากที่ทำงาน) ให้ทำ Baner Animation สำหรับขึ้นต้อนรับกิจกรรม ลอยกระทง

เลยได้ไอเดียว่าน่าจะเอาเทคนิคการทำภาพ Animation (ตอนที่ 3) ที่ได้ค้างเพื่อน ๆ ไว้ซะนานมาฝาก ๆ เพื่อน ๆ ซะที (ได้ฤกษ์งามยามดี) และเพื่อให้เข้ากับช่วงนี้เลยทำออกมาเป็น Animation สำหรับงานลอยกระทง ...เอ้า เรามาเริ่มกันได้เลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 อย่างแรกเลยก็คือ การเตรียมภาพ ในแต่ละ Layer โดยตามภาพที่ 1 ที่มีการเตรียมไว้ก็คือ
- Layer ของภาพ กระทง
- Layer ของภาพพื้นหลังเป็น ท้องยามค่ำคืนและดวงจันทร์
- Layer ของภาพ น้ำ (ที่ดูไม่เหมือนน้ำเท่าไหร่ หัวไม่ศิลปต้องขอโทษด้วยค่ะ)
- Layer ของภาพ เอฟเฟคภาพแสงไฟ ระยิบระยับ มีประกาย (อันนี้ก็ทำออกมาไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถือซะว่าเป็นไอเดียก็แล้วกันนะค่ะ)

เมื่อเตรียมภาพได้หมดแล้ว ก็ส่งภาพไปยังโปรแกรม โดยคลิกที่ด้านล่างของ Tool box ที่เป็นรูปของ ImageReady

ขั้นตอนต่อมาให้เราสร้างเฟรม 2 เฟรมในพาเล็ต Animation สร้างเฟรมเพิ่มโดยการกดที่ตำแหน่ง 1 จากนั้นกำหนดให้เฟรมแรกภาพกระทงอยู่ขวามือ และเฟรมที่ 2 ให้เลื่อน Layer กระทงให้กระทรงอยู่ซ้ายมือ (ดังภาพที่ 2)

จากนั้นให้คลิกที่เฟรมที่ 2 และกดที่ตำแหน่งหมายเลข 2 เพื่อเปิดไดอะล็อก Tween และกำหนดค่าต่าง ๆ ตามภาพด้านล่าง จากนั้นคลิก OK

มาถึงขั้นนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่อคลิกที่ปุ่ม Play ก็จะแสดงภาพกระทงเลื่อนจากทางขวามาทางด้านซ้าย ซึ่งนั้นหมายความว่าเพื่อได้ทำเทคนิคนี้สำเร็จแล้วค่ะ

และเพื่อความสมจริง ๆ จริง ๆ แล้วเราควรเลื่อนภาพทีละนิดแล้วใส่ Tween ทีละช็อต ๆ เพื่อน ๆ ลองประบดูนะค่ะ ซึ่งจะทำให้ดูเลื่อนสมจริงขึ้น

ภาพสุดท้าย Webmaster ปรับให้มันค่อยเลื่อนที่ละนิด จากนั้นเมื่อเราทำครบทุกช็อตแล้ว เราก็มาปิด - เปิด Layer ที่เป็นแสงไฟเพื่อให้มันดูเหมือนมีการกระพริบแสงไฟค่ะ

เพื่อน ๆ ลองเอาเทคนิคในบทความนี้ไปดัดแปลงดูค่ะ Webmaster คิดว่าเพื่อน ๆ คงทำออกมาได้ดีกว่าเว็บมาสเตอร์แน่ ๆ เพราะเว็บมาสเตอร์ ไม่มีหัวศิลปเอาซะเลย 555 เอาเป็นว่าเอาเป็นไดเดียก็แล้วกันนะค่ะ ... ขอจบบทความนี้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ แล้วติดตามบทความต่อ ๆ ไปด้วยนะค่ะ

การทำภาพ Animation (ตอนที่ 2)

บทความนี้เป็นการทำภาพ Animation อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็น Animation แบบการเฟดภาพ ซึ่งวิธีการก็ทำได้ง่าย ๆ อีกแล้ว... ลองเข้ามาดูวิธีการทำได้ที่นี่ค่ะ

เริ่มแรกก่อนก็เปิดโปรแกรมโฟโต้ชอป และทำการสร้างภาพไว้ทั้งหมด 4 ภาพดังรูป ซึงเวลาเราจะทำจริง ๆ จะใช้กี่ภาพก็ได้ค่ะ เมื่อเตรียมภาพตามด้านบนแล้ว เราจะต้องเตรียมเลเยอร์ทั้งหมด 5 เลเยอร์ โดยเลเยอร์ล่างสุดเป็นพื้นสีขาว ส่วนเลเยอร์ที่เหลืออีก 4 เลเยอร์ เป็นเลเยอร์ของภาพที่เราเตรียมไว้ค่ะ จากนั้นเราจะมาเริ่มทำ Animation โดยการคลิกที่ตำแหน่งด้านล่างสุดของ Tool box ตามภาพด้านล่าง เพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม ImageReady ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับทำภาพ Animation

จากนั้นเมื่อโปรแกรม ImageReady ถูกเปิดขึ้นมาแล้ว พาเล็ตที่เราจำเป็นต้องใช้งาน ก็คือ Layer และ Animation หากไม่มีปรากฏอยู่ ก็ให้เรียกใช้งานพาเล็ตที่ต้องการโดย ใช้คำสั่ง Window แล้วคลิกเลือกพาเล็ตที่ต้องการ (ขั้นตอนนี้ก็เหมือนกับการทำภาพ Animation แบบแรก)

เมื่อเตรียมเครื่องมือต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำ Animation ละค่ะ โดยขั้นตอนแรกให้เราสร้างเฟรม 2 เฟรมในพาเล็ต Animation สร้างเฟรมเพิ่มโดยการกดที่ตำแหน่ง A และทำตามขึ้นตอนดังนี้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 ให้คลิกที่เฟรมแรกใน พาเล็ต Animation จากนั้นจัดการที่พาเล็ต Layer โดยเอารูปตาออกที่เลเยอร์ 2-5 โดยการคลิกที่รูปตาด้านหน้าแต่ละเลเยอร์ ให้เลเยอร์แรกเท่านั้นที่มีตา ซึงที่ทำภาพในเลเยอร์ที่ 1 เท่านั้นที่จะแสดงผลที่เฟรมที่หนึ่ง

ขั้นตอนที่ 2 คลิกที่เฟรมที่ 2 จากนั้นจัดการที่พาเล็ต Layer โดยเอารูปตาออกที่เลเยอร์ 3-5 ออก ซึ่งเฟรมนี้จะแสดงผลเป็นภาพของเลเยอร์ที่ 2 (ตามภาพด้านล่าง)

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อเตรียมเฟรมได้ตามภาพด้านบนแล้ว ให้คลิกเลือกเฟรมที่ 2 จากนั้นให้คลิกที่ตำแหน่ง B เพื่อเรียกใช้ไดอะล็อก Tween เมื่อปรากฏไดอะล็อก Tween แล้ว ให้กำหนดค่าต่าง ๆ ตามภาพด้านล่างจากนั้นคลิกปุ่ม OK เมื่อทำขึ้นตอนนี้แล้วจะสังเกตเห็นจำนวนเฟรมเพิ่มขึ้นอีก 5 เฟรม อยู่ระหว่างเฟรมที่เราได้เตรียมไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้

ขั้นตอนที่ผ่านมาจะทำให้เราได้ภาพ Annimation แบบค่อย ๆ เฟดให้เห็นรูปค่ะ ลอง Play ภาพ Animation ดูค่ะ โดยคลิกที่เครื่องหมาย Play ที่บริเวณด้านล่างของพาเล็ต Animation ก็จะเห็นผลลัพธ์ว่าภาพค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น

ที่ทำผ่านมานั้นเพิ่มได้ช็อตเดียว ถ้าจะทำแบบหลาย ๆ ช็อตก็ได้ค่ะ โดยการสร้างเฟรมเพิ่มอีกหนึ่งเฟรมที่ตำแหน่งสุดท้ายของเฟรม แล้วเลือกเลเยอร์ที่ต้องการแสดงผล จากนั้นก็คลิกที่เฟรมสุดท้ายแล้วใส่ Tween แบบขั้นตอนก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้ได้อีกช็อตหนึ่งค่ะ ถ้าต้องการหลาย ๆ ช็อตก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบทุกเลเยอร์ค่ะ

การทำภาพแบบนี้ถ้าหากต้องการให้สมูทสมจริง ก็ต้องใช้จำนวนเฟรมให้เยอะขึ้นค่ะ โดยในขั้นตอนการทำ Tween ก็อาจจะเพิ่มเฟรมจากเดิม 5 เป็นจำนวนที่เยอะขึ้นค่ะ การแสดงภาพก็จะช้าลงและดูสมูทมากยิ่งขึ้นค่ะ แต่ก็ไม่ควรจะมีจำนวนเฟรมเยอะเกินไป เพราะเมื่อขนาดเฟรมเพิ่มขึ้น ขนาดของไฟล์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกันค่ะ ในที่นี้กำหนด Tween ให้เพิ่มเฟรมเป็น 5 เพื่อให้สังเกตจำนวนเฟรมในพาเล็ต Animation ได้ง่ายขึ้นค่ะ ...ลองทดลองปรับเปลี่ยนดูเองนะค่ะ ...

ขั้นตอนสุดท้ายหากต้องการนำเฟรมไปใช้ ก็ให้บันทึกภาพ Animation ซึ่งทำได้โดยการใช้คำสั่ง File --> Save Optimized As... จากนั้นเมื่อมีไดอะล็อกบ็อกปรากฏขึ้น ก็ให้เราตั้งชื่อไฟล์ค่ะ และที่สำคัญสั่งเกตที่ Save as type ให้เซฟเป็นสกุล .gif เท่านั้นค่ะ ภาพที่เราเซฟไปจึงจะแสดงผลการเล่นภาพเป็นแบบ Animation

ส่วนการทำ Animation ในครั้งนี้หากทำครบทุก ๆ เลเยอร์ ก็จะได้ภาพตามด้านข้างค่ะ ส่วนการทำภาพ Animation ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งค่ะ ติดตามได้ในบนความต่อ ๆ ไปค่ะ

การทำภาพ Animation (ตอนที่ 1)

สำหรับบทความนี้ Webmaster จะสอนการทำภาพ Animation แบบง่าย ๆ นั้นก็คือแบบกระพริบค่ะ จะมีวิธีการทำอย่างไรนั้น ใครที่สนใจอยากเริ่มทำ Animation ได้ ก็เชิญทางนี้เลยค่ะ

เริ่มแรกก่อนก็เปิดโปรแกรมโฟโต้ชอป และทำการสร้างภาพและข้อความเตรียมไว้ทั้งหมด 6 Layers ดังภาพด้านบนค่ะ จากนั้นเราจะมาเริ่มทำ Animation โดยการคลิกที่ตำแหน่งด้านล่างสุดของ Tool box ตามภาพด้านล่าง เพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม ImageReady ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับทำภาพ Animation

จากนั้นเมื่อโปรแกรม ImageReady ถูกเปิดขึ้นมาแล้ว พาเล็ตที่เราจำเป็นต้องใช้งาน ก็คือ Layer และ Animation หากไม่มีปรากฏอยู่ ก็ให้เรียกใช้งานพาเล็ตที่ต้องการโดย ใช้คำสั่ง Window แล้วคลิกเลือกพาเล็ตที่ต้องการ
จากนั้นเมื่อเราเรียกพาเล็ตที่ต้องการได้เรียบร้อยแล้ว ให้เราทำการสังเกตที่พาเล็ต Animation จะปรากฏเฟรมหมายเลข 1 อยู่ ซึ่งการสร้าง Animation นั้นเราจะสร้างได้โดยการสร้างเฟรมในพาเล็ต Animation

วิธีการสร้างเฟรมเพิ่มขึ้น ทำได้โดยการคลิกที่ตำแหน่ง คลิกเพื่อคัดลอกเฟรม ตามภาพด้านล่างค่ะ ซึ่งจะทำให้มีเฟรมเพิ่มขึ้น

เมื่อเราคัดลอกเฟรมได้แล้ว ให้ทำการคัดลอกเฟรมให้ได้ทั้งหมด 4 เฟรมตามภาพด้านล่างค่ะ เอาล่ะค่ะเมื่อได้เฟรมทั้งหมด 4 เฟรมแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี่นะค่ะ

ขึ้นตอนที่ 1 คลิกที่เฟรมที่ 1 จากนั้นสังเกตที่พาเล็ต Layer จากนั้นสังเกตที่ช่องที่เป็นรูปตา ที่พาเล็ตเลเยอร์ คลิกให้มีรูปตาเฉพาะที่เลเยอร์ที่ 1 เท่านั้น ส่วนเลเยอร์อื่น ๆ เอารูปตาออกให้หมด (ถ้าเลเยอร์ไหนมีรูปตา เราต้องการเอาตาออกทำได้โดยคลิกที่รูปตาอีกครั้ง รูปตาก็จะหายไป การปิดตาหรือเอาตาออก ก็คือการไม่แสดงภาพของเลเยอร์นั้นนั่นเอง)

ขึ้นตอนที่ 2 คลิกที่เฟรมที่ 2 จากนั้นสังเกตที่พาเล็ต Layer จากนั้นคลิกให้มีรูปตาเฉพาะที่เลเยอร์ที่ 1 , 2 และ 3 เท่านั้น ส่วนเลเยอร์ที่ 4, 5, 6 ให้เอารูปตาออก

ขึ้นตอนที่ 3 คลิกที่เฟรมที่ 3 จากนั้นสังเกตที่พาเล็ต Layer จากนั้นคลิกให้มีรูปตาเฉพาะที่เลเยอร์ที่ 1 , 2 และ 4 เท่านั้น ส่วนเลเยอร์ที่ 3, 5, 6 ให้เอารูปตาออก

ขึ้นตอนที่ 4 คลิกที่เฟรมที่ 4 จากนั้นสังเกตที่พาเล็ต Layer จากนั้นคลิกให้มีรูปตาเฉพาะที่เลเยอร์ที่ 1 , 2 , 5 และ 6 เท่านั้น ส่วนเลเยอร์ที่ 3 และ 4 ให้เอารูปตาออก (ทำเหมือนในภาพเลเยอร์ด้านล่างเลยค่ะ)

ตอนนี้เราก็จะได้เฟรมของภาพ Animation เรียบร้อยแล้วค่ะ เราสามารถลองเล่นภาพ Animation ได้โดยการกดที่ปุ่ม Play Animation ตามภาพได้เลยค่ะ จากผลลัพธ์จะเห็นว่าภาพ Animation กระพริบเร็วมาก ๆ ทั้งนี้เนื่องมาจากเรายังไม่ได้กำหนดความเร็วของเฟรมเลย ทำให้มีค่าความเร็วเริ่มต้นอยู่ที่ 0 ซึ่งเร็วมาก ๆ

เราจำเป็นต้องมาตั้งค่าหน่วงเวลาการแสดงผลของเฟรมแต่ละเฟรม เพื่อให้ Animation ของเราสามารถเล่นและผู้มองภาพ Animation สามารถเห็นรายละเอียดที่เราต้องการนำเสนอผ่านภาพ Animation การกำหนดเวลาหน่วงของแต่ล่ะเฟรมสามารถทำได้ โดยคลิกที่ตำแหน่งการตั้งเวลาการแสดงเฟรมตามภาพค่ะ ซึ่งค่าตัวเลขของเวลายิ่งเยอะ ก็จะทำให้ภาพในเฟรมนั้น ๆ แสดงผลเป็นเวลานานตามไปด้วย จากในตัวอย่าง Webmaster กำหนดให้มีการแสดงผลเฟรมละ 1 sec. ทุก ๆ เฟรมค่ะ

เอาละค่ะ...ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายกันแล้วละค่ะ นั้นก็คือการบันทึกภาพ Animation ซึ่งทำได้โดยการใช้คำสั่ง File --> Save Optimized As... จากนั้นเมื่อมีไดอะล็อกบ็อกปรากฏขึ้น ก็ให้เราตั้งชื่อไฟล์ค่ะ และที่สำคัญสั่งเกตที่ Save as type ให้เซฟเป็นสกุล .gif เท่านั้นค่ะ ภาพที่เราเซฟไปจึงจะแสดงผลการเล่นภาพเป็นแบบ Animation

ผลลัพธ์จากตัวอย่างที่ Webmaster ได้สร้างภาพ Animation ก็ได้ผลตามภาพด้านซ้ายมือค่ะ ออกจะกวน ๆ ไปหน่อย อิอิ อย่าถือสานะค่ะ เอามันส์ กวน ๆ อิอิ

การทำภาพแบบ Sepia

ในบทความนี้เราจะมาเปลี่ยนภาพปกติด ให้กลายเป็นภาพแบบ Sepia กันค่ะ วิธทำก็ไม่ยุ่งยากค่ะ มีขั้นตอนแค่เพียงไม่กี่ขั้นตอนค่ะ ใครสนใจเชิญทางนี้ค่ะ

ขั้นตอนการทำภาพ Sepia มีดังนี้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นเปิดไฟล์ภาพที่เราต้องการนำมาปรับแต่ง โดยไปที่เมนูบาร์ คลิกที่ File --> Open

ขั้นตอนที่ 2 เลือกคำสั่ง Image--> Adjustments --> Desaturate จะได้ผลลัพธ์ดังภาพค่ะ

ขั้นตอนที่ 3 เลือกคำสั่ง Image--> Adjustments --> Color Balance จะปรากฏไดอะล็อกบ็อก Color Balance ปรากฏขึ้น ให้กำหนดรายละเอียดของค่าต่าง ๆ ตามภาพค่ะ จากนั้นคลิกปุ่ม OK

ทำเสร็จแล้วค่ะ เพียงแค่นี้ภาพของเราก็จะเปลี่ยนไปเป็นภาพ Sepia แล้วค่ะ ทำได้ง่าย ๆ อย่างที่บอกเลยนะค่ะ

การสร้างภาพเซ็นเซอร์

ในบ้างครั้ง เราอาจมีรูปภาที่ไม่เหมาะสม ไม่อยากจะแสดงให้คนเห็นชัด ๆ เราก็อาจทำภาพบริเวณนั้น ให้เป็นลักษณะภาพเซ็นเซอร์ได้ค่ะ ลองเข้ามาดูค่ะ ว่าใช้เทคนิควิธีการอย่างไร

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นเปิดไฟล์ภาพที่เราต้องการนำมาปรับแต่ง โดยไปที่เมนูบาร์ คลิกที่ File --> Open

ขั้นตอนที่ 2 ใช้เครื่องมือ Polygonal Lasso Tool จาก Tool box ทำการ Selection ภาพให้ครบคุมวัตถุที่เราจะทำการเซ็นเซอร์

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อทำการ Selection ภาพให้ครบคุมวัตถุได้แล้ว ใช้คำสั่ง Filter --> Texture --> Patchwork จะทให้ปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ์ Patchwork ขึ้นมา ให้ทำการกำหนดค่าดังภาพ

กด OK ก็เป็นเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

มาสร้างภาพจิ๊กซอว์กันเถอะ Photoshop

ในบทความนี้นำเทคนิคเกี่ยวการทำภาพแบบจิ๊กซอว์มาฝากค่ะ เผื่อว่าใครจะทำเป็นภาพจิ๊กซอว์ แล้วเอาไปอัดเข้ากรอบติดข้างฝา รับรองค่ะเหมือนภาพจิ๊กซอว์ของจริงเลยค่ะ


ขั้นตอนการทำภาพจิ๊กซอว์ มีดังนี้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 เปิดภาพที่ต้องการใส่ทำเป็นภาพจิ๊กซอร์เข้ามาใน Photoshop โดยไปที่เมนูบาร์ แล้วเลือก File --> Open (ภาพที่เลือกมีขนาดความกว้าง 360 px.)

ขั้นตอนที่ 2 ใช้พาเล็ต Layers ทำการคัดลอก Layers โดยการคลิกค้างที่ Layer แล้วทำการลากมาวางที่ตำแหน่งที่ 2 หรืออาจใช้วิธีคลิกขวาที่เลเยอร์ เลือก Duplicate Layer.. ซึ่งจะทำให้มีเลเยอร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เลเยอร์

ขั้นตอนที่ 3 คลิกที่เลเยอร์ที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วทำการเปิดใช้งานพาเล็ต Styles โดยการเลือกคลิก Style ที่ตำแหน่งที่ 3 (หากไม่มี พาเล็ต Styles สามารถเรียกใช้โดยใช้คำสั่ง Window --> Styles)

ขั้นตอนที่ 4 ปรับค่า Opacity ของเลเยอร์ที่ 2 ให้เหลือ 50%

ขั้นตอนที่ 5 ถึงขั้นตอนนี้บนภาพชิ้นงานของคุณก็จะมีลักษะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ แต่ยังไม่สวยงาม เพราะขนาดของจิ๊กซอว์ไม่สมดุลย์กับภาพ ให้ทำการ ดับเบิ้ลคลิกที่เลเยอร์ที่ 2 จะปรากฏไดอะล็อกบอกซ์ของ Layer Style ให้กำหนดค่าต่าง ๆ ดังภาพ


เมื่อคลิก Ok คุณก็จะได้ภาพจิ๊กซอว์สวยงามดังภาพ

สำหรับเทคนิคนี้นั้น การนำไปใช้งานจริง ๆ ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพที่คุณนำมาตกแต่ง ดังนั้นการกำหนดชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ให้สมดุลย์และสวยงาม จะขึ้นอยู่กับการปรับ Layer Styles ในขั้นตอนที่ 5

เทคนิคนี้น่าสนใจนะค่ะ เพราะหากไปจ้างที่ร้านถ่ายรูปให้ทางร้านทำให้ ก็หลายบาทอยู่เหมือนกันค่ะ ทำเองประหยัดดีค่ะ แล้วก็ดูมีคุณค่าดี ใครจะทำเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนก็เก๋ไปอีกแบบค่ะ

การทำภาพแบบขอบฟุ้ง ของPhotoshop

เพื่อน ๆ คงจะเคยเห็นรูปภาพในเว็บต่าง ๆ ที่มีลักษณะขอบเบลอ ๆ กลืนไปกับพื้นหลัง ซึ่งภาพแบบนี้ทำได้ไม่ยากค่ะ ใครที่อยากทำภาพแบบนี้ได้บ้าง ก็ขอเชิญทางนี้เลยค่ะ
จากที่ได้บอกไปตอนต้นว่าภาพลักษณะนี้ทำได้ไม่ยาก ก็เพราะมีวิธีการคล้าย ๆ กับวิธีการ Selection ของบทความก่อนหน้านี้ (จำรูปที้ใช้กันได้หรือปล่าว) แต่มีขึ้นตอนเพิ่มเข้ามาเพียงนิดเดียว

ซึ่งการทำภาพแบบขอบฟุ้ง มีขั้นตอนการทำดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นเปิดไฟล์ภาพที่เราต้องการทำภาพของฟุ้งขึ้นมา โดยไปที่เมนูบาร์ คลิกที่ File --> Open

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อเปิดรูปภาพมาได้แล้ว ให้ทำการคลิกเลือกเครื่องมือ Marquee Tool แบบ Elliptical Marquee จาก Tool box

ขั้นตอนที่ 3 ทำการปรับค่า Feather ให้เท่ากับ 10 px.

ขั้นตอนที่ 4 คลิกเมาส์ค้างลงบนภาพ จากนั้นลากให้เป็น Selection พร้อม ๆ กับการกดปุ่ม Shift บนคีย์บอร์ดค้างไว้ เพื่อให้ได้พื้นที่การ Selection เป็นวงกลมตามภาพ

ขั้นตอนที่ 5 เลือกสี Background เป็นสีขาว จากนั้นเลือกคำสั่ง Select --> Inverse เพื่อเลือกพื้นที่ส่วนตรงกันข้ามกับที่ได้เลือกไว้ จากนั้นกดปุ่ม Delete บนคีย์บอร์ดซ้ำ ๆ (ประมาณ 2-3 ครั้ง)

ขั้นตอนที่ 6 ทำการกด Ctrl + D บนคีย์บอร์ด เพื่อยกเลิกการ Selection จะได้ผลลัพธ์ เป็นภาพของฟุ้งค่ะ
แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ยากใช้ไหมค่ะ

เริ่มต้นใช้งาน Adobe Photoshop

สำหรับบทความนี้ เราจะเริ่มมาทำความรู้จักกับโปรแกรมโฟโต้ชอฟกันค่ะ โดยเมื่อเราได้ทำการติดตั้งโปรแกรม Adobe Photoshop เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมได้ดังนี้


การเรียกใช้งานโปรแกรม
1. คลิ๊กที่ปุ่ม Start --> Programs --> Adobe Photoshop CS เพื่อเข้าสู่โปรแกรม

หน้าจอ Splash Screen
2. โปรแกรมจะถูกเรียกขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เวลาซักครู่ (ความเร็วในตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแรม ของเครื่องของแต่ละคนค่ะ) ซึ่งในระหว่างนั้น ก็จะปรากฏหน้าจอ Splash Screen ซึ่งบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโปรแกรม
เมื่อโหลดโปรแกรมเสร็จแล้ว คุณก็จะเห็นหน้าจอโปรแกรม Photoshop ซึงจะมีเครื่องมือต่าง ๆ เริ่มต้นให้เราใช้งาน ซึ่งมีส่วนประกอบของโปรแกรม ดังนี้


หน้าจอโปรแกรม Photoshop

ไตเติลบาร์ (Title bar) ซึ่งเป็นแถบที่อยู่ด้านบนสุด ซึ่งจะทำหน้าที่แสดงชื่อโปรแกรม และชื่องานที่กำลังทำอยู่ ซึ่งที่มุมขวา จะมีปุ่มสำหรับย่อ ขยาย หรือปิดโปรแกรมอยู่
เมนูบาร์ (Menu Bar) เป็นบาร์ที่ประกอบไปด้วยเมนูคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับจัดการไฟล์ ปรับค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับการทงานกับภาพ โดยภายในจะมีเมนูย่อย ๆ อยู่มากมาย ซึ่งเป็นคำสั่งหลัก ๆ ของโปรแกรม


เครื่องมือที่ถูกซ่อนไว้
ทูลบ๊อกซ์ (Tool Box) หรือกล่องเครื่องมือ จะประกอบไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน ซึ่งมีข้อมูลอยู่มากมาย ซึ่งในบางครั้งจะซ่อนเครื่องมือที่มีลักษณะเดียวกัน โดยเราจะสามารถสังเกตดูที่มุมล่างขวาของเครื่องมือแต่ละตัว หากพบว่ามีเครื่องหมาย “สามเหลียมสีดำ” หมายความว่าในเครื่องมือตัวในนั้น มีเครื่องมือซ่อนอยู่ ซึ่งเราอาจทำการคลิ๊กขวา หรือคลิ๊กเมาส์ค้างที่เครื่องมือตัวนั้น ซึ่งจะทำให้ปรากฏเครื่องมือที่ซ่อนไว้แสดงผลขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเอาเมาส์ไปเลือกเครื่องมือเหล่านั้น เพื่อนำไปใช้งานได้

ออฟชั่นบาร์ (Option Bar) เป็นส่วนที่ใช้ปรับแต่งคุณสมบัติของเครื่องมือแต่ละตัวที่เรากำลังเลือกใช้งานอยู่ เช่น เมือเลือกเครื่องมือ Brush เราสามารถใช้คุณสมบัติที่ออฟชั่นบาร์ปรับขนาดของหัวแปรงได้ หรือปรับความคมชัดของหัวแปรงเป็นต้น ออฟชั่นบาร์ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเครื่องมือที่เราได้ทำการเลือกจากทูลบ๊อกซ์

พาเล็ตต่าง ๆ (Palette) เป็นหน้าต่างย่อย ๆ ที่ใช้เลือกรายละเอียดการทำงาน ซึ่งในโปรแกรม Photoshop จะมีพาเล็ตอยู่จำนวนมาก ซึ่งเราสามารถเรียกใช้เพิ่มเติมโดยไปที่เมนู Window ซึ่งพาเล็ตแต่ละตัวสามารถนำมาทำอะไรได้บ้างนั้น เราจะเรียนรู้ผ่านบทความต่าง ๆ ต่อไป

เริ่มต้นใช้งาน Adobe Photoshop

สำหรับบทความนี้ เราจะเริ่มมาทำความรู้จักกับโปรแกรมโฟโต้ชอฟกันค่ะ โดยเมื่อเราได้ทำการติดตั้งโปรแกรม Adobe Photoshop เรียบร้อยแล้ว เราสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมได้ดังนี้


การเรียกใช้งานโปรแกรม
1. คลิ๊กที่ปุ่ม Start --> Programs --> Adobe Photoshop CS เพื่อเข้าสู่โปรแกรม

หน้าจอ Splash Screen
2. โปรแกรมจะถูกเรียกขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เวลาซักครู่ (ความเร็วในตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแรม ของเครื่องของแต่ละคนค่ะ) ซึ่งในระหว่างนั้น ก็จะปรากฏหน้าจอ Splash Screen ซึ่งบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโปรแกรม

เมื่อโหลดโปรแกรมเสร็จแล้ว คุณก็จะเห็นหน้าจอโปรแกรม Photoshop ซึงจะมีเครื่องมือต่าง ๆ เริ่มต้นให้เราใช้งาน ซึ่งมีส่วนประกอบของโปรแกรม ดังนี้

หน้าจอโปรแกรม Photoshop

ไตเติลบาร์ (Title bar) ซึ่งเป็นแถบที่อยู่ด้านบนสุด ซึ่งจะทำหน้าที่แสดงชื่อโปรแกรม และชื่องานที่กำลังทำอยู่ ซึ่งที่มุมขวา จะมีปุ่มสำหรับย่อ ขยาย หรือปิดโปรแกรมอยู่

เมนูบาร์ (Menu Bar) เป็นบาร์ที่ประกอบไปด้วยเมนูคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับจัดการไฟล์ ปรับค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับการทงานกับภาพ โดยภายในจะมีเมนูย่อย ๆ อยู่มากมาย ซึ่งเป็นคำสั่งหลัก ๆ ของโปรแกรม



เครื่องมือที่ถูกซ่อนไว้
ทูลบ๊อกซ์ (Tool Box) หรือกล่องเครื่องมือ จะประกอบไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน ซึ่งมีข้อมูลอยู่มากมาย ซึ่งในบางครั้งจะซ่อนเครื่องมือที่มีลักษณะเดียวกัน โดยเราจะสามารถสังเกตดูที่มุมล่างขวาของเครื่องมือแต่ละตัว หากพบว่ามีเครื่องหมาย “สามเหลียมสีดำ” หมายความว่าในเครื่องมือตัวในนั้น มีเครื่องมือซ่อนอยู่ ซึ่งเราอาจทำการคลิ๊กขวา หรือคลิ๊กเมาส์ค้างที่เครื่องมือตัวนั้น ซึ่งจะทำให้ปรากฏเครื่องมือที่ซ่อนไว้แสดงผลขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเอาเมาส์ไปเลือกเครื่องมือเหล่านั้น เพื่อนำไปใช้งานได้

ออฟชั่นบาร์ (Option Bar) เป็นส่วนที่ใช้ปรับแต่งคุณสมบัติของเครื่องมือแต่ละตัวที่เรากำลังเลือกใช้งานอยู่ เช่น เมือเลือกเครื่องมือ Brush เราสามารถใช้คุณสมบัติที่ออฟชั่นบาร์ปรับขนาดของหัวแปรงได้ หรือปรับความคมชัดของหัวแปรงเป็นต้น ออฟชั่นบาร์ จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเครื่องมือที่เราได้ทำการเลือกจากทูลบ๊อกซ์

พาเล็ตต่าง ๆ (Palette) เป็นหน้าต่างย่อย ๆ ที่ใช้เลือกรายละเอียดการทำงาน ซึ่งในโปรแกรม Photoshop จะมีพาเล็ตอยู่จำนวนมาก ซึ่งเราสามารถเรียกใช้เพิ่มเติมโดยไปที่เมนู Window ซึ่งพาเล็ตแต่ละตัวสามารถนำมาทำอะไรได้บ้างนั้น เราจะเรียนรู้ผ่านบทความต่าง ๆ ต่อไป

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ความเป็นมาของ Adobe Photoshop

ก่อนจะใช้งานโปรแกรมตกแต่งภาพตัวเก่ง ที่เรียกติดปากกันว่า โฟโต้ชอฟ นั้น เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับโปรแกรมนี้กันสักนิด ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

Photoshopเป็นโปรแกรมของบริษัท Adobe (อ่านว่า อะ-โด-บี้) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมกราฟิครายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Illustrator, PageMaker และ Acrobat

โปรแกรม Photoshop เวอร์ชั่นแรกนั้นเริ่มต้นสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1990 และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ จากเวอร์ชั่น 2, 2.5, 3, 4, 5, 5.5 เวอร์ชั่น 6, 7, CS จนถึงเวอร์ชั่นล่าสุดในปัจจุปัน ที่เรียกกันว่าเวอร์ชั่น CS2 โดยได้ทำการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกับภาพกราฟิคขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เน้นใช้งานเพื่อการสร้างภาพสิ่งพิมพ์ ก็หันมาเน้นเกี่ยวกับการจัดการภาพกราฟิคที่ใช้บนเว็บมากยิ่งขึ้น และนอกจากนี้แล้วยังได้สร้างโปรแกรม ImageReady ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้สร้างภาพเคลื่อนไหวควบคู่มากับโปรแกรม Photoshop อีกด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถเกี่ยวกับการทำภาพกราฟิคที่ใช้สำหรับการทำเว็บโดยเฉพาะ

ปัจจุบันโปรแกรม Photoshop เป็นโปรแกรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้สร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาสร้างหรือตกแต่งภาพ เนื่องมาจากคุณสมบัติที่โดดเด่น ใช้งานง่าย มีเอฟเฟคต่าง ๆ ให้เลือกใช้งานมากมาย

คุณพร้อมที่จะเริ่มต้นกับโปรแกรมโฟโต้ชอฟแล้วหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปหาโปรแกรมการมาติดตั้งได้เลยค่ะ ในบทต่อ ๆ ไปเราจะได้เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมตัวเก่งตัวนี้กันเลยค่ะ

CAI คืออะไร?

CAI คือ โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (ย่อมาจาก Computer-Assisted Instruction) ที่มีหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการสอนเหมือนแผ่นใส (Transparent) สไลด์ (Slide) หรือวีดิทัศน์ (Video) ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

1. นักวิชาการ (Academic Expert)
2. นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer)
3. นักสร้างสรรค์ (Producer)
4. นักศิลปะ (Artist)

ฉะนั้น CAI ก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสอน โดยมีการกำหนดให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนได้เช่นเดียวกับการเรียนในห้องเรียนกับครู เพียงแต่มีคามยืดหยุ่นน้อยกว่าเท่านั้น

ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วยตัวเองได้โดยไม่จำกัดเวลา โดยไม่ต้องรอครูหรือเข้าชั้นเรียน
หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้ บทเรียนใดเข้าใจแล้ว สามารถผ่านไปเรียนบทอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้นๆจบก่อน
ช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนนและวิเคราะห์ข้อสอบ การเก็บประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการให้คำปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนของวิชาที่สอน
การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถ วิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน
คอมพิวเตอร์ จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์นั้นเป็นประสบการณ์ที่แปลกและใหม่
ความสามารถของหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการ บันทึกคะแนนและพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียนไว้เพื่อใช้ในการวางแผนบทเรียนขั้นต่อไปได้อย่างเที่ยงตรง
ความสามารถในการเก็บข้อมูลของเครื่อง ทำให้สามารถนำมาใช้ในลักษณะของการศึกษารายบุคคลได้เป็นอย่างดี โดยสามารถกำหนดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนแต่ละ คนและแสดงผลความก้าวหน้าให้เห็นได้ทันที
ลักษณะของโปรแกรมบทเรียนที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้เรียน เป็นการช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้า สามารถเรียนไปตามความสามารถของตน
เป็นการช่วยขยายขีดความสามารถของผู้สอนในการคบคุมผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสามารถบรรจุข้อมูลได้ง่ายและสะดวกในการนำมาใช้


ข้อด้อยของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ผู้เรียนจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ลดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็ก จะทำให้การเรียนรู้ระบบการทำงานเป็นกลุ่มลดลง ขาดพัฒนาการด้านนี้
การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะจะไม่สามารถบังคับหรือกำหนดเวลาการเรียนให้ตัวเองได้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน แม้จะมีความยืดหยุ่นและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้พอสมควร แต่ก็ไม่เหมือนกับการเรียนในชั้นเรียนโดยตรงกับครู ซึ่งความยืดหยุ่นของการเรียนกับครูผู้สอนโดยตรงจะมีความยืดหยุ่นอย่างมากเนื่องจากเป็นการระหว่างคนกับคน มิใช่คนกับคอมพิวเตอร์
ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้น จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตลอดจน การดูแลรักษาด้วย
- การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนนั้นนับว่ายังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่นๆ ทำให้โปรแกรมบทเรียนการสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจำนวนและขอบเขตจำกัดที่จะ นำมาใช้เรียนในวิชาต่างๆ
ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน เป็นต้นว่า ซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของ ไอบีเอ็มไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของแม็กคินทอชได้
การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวาง โปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า จึงมีลำดับขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามที่วางไว้ ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้
ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียนตามขั้นตอนทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้
การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้กับผู้ต้องขัง

สำหรับการจัดการศึกษาแก่ผู้ต้องขัง การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้มีขีดจำกัดอยู่มาก เนื่องจากการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังใช้คอมพิวเตอร์เป็นดาบสองคมที่อาจมีผลกระทบมากหากมีการนำมาใช้ในทางที่ผิด เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจะต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และเข้มงวดกวดขันดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งมีข้อจำกัดทั้งทางด้านจำนวนคอมพิวเตอร์และจำนวนผู้เรียน....